

(จากรูป ค่าที่แสดงเป็นค่าที่บอกว่าไฟฟ้าผ่านไม่ได้นะตัวเธอว์)
)

(จากรูป ค่าที่แสดงเป็นค่าที่บอกว่าไฟฟ้าผ่านไม่ได้นะตัวเธอว์)
)หลังจากปล่อยบลอคร้างไปแสนนานก็ได้เวลาปัดฝุ่นกันสักที ต่อไปบลอคนี้คงมีการอัพเดทถี่ขึ้น (จากสถิติเดิม 2 ปี ถ้าอัพเดทเอนทรีละปีก็ยังนับว่าถี่ขึ้นนา
) เอาเป็นว่าจะพยายามเข้ามาเขียนและเล่าเรื่องราวต่างๆให้มากขึ้นละกันครับ
ช่วงเวลานี้ที่เค้าฮิตติดหวัด 2009 กัน ผมดันโดนหางเลขติดหวัดไปกับเค้าด้วย ถึงแม้จะไปตรวจสุขภาพแล้ว ยืนยันว่าไม่ได้เป็น 2009 แต่ใครเจอเราใส่หน้ากากแบบ Optimus Prime ก็ถามเหมือนกันหมด ว่าเป็น 2009 ป่าว ไอ้เราก็ตอบจนเหนื่อยใจ (กรูเป็น 2010 โว้ยนำสมัยป๊ะล่ะ) จนอยากจะเอาเมจิกมาเขียนบนหน้ากากว่า "ไม่ใช่ 2009 ครับ"
ภาพเฮีย Optimus แบบใส่หน้ากากกันหวัด 2009
พอผมเป็นหวัดวงจรชีวิตก็เริ่มใกล้เคียงกับไรน้ำขึ้นมาทันที กินข้าว กินน้ำ กินยา นอน ตื่นมาเข้าห้องน้ำ กินน้ำ นอน แล้วก็วนไปเรื่อยๆ รอจนกว่าร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันขึ้นมาแล้วอาการจะดีขึ้นเอง ซึ่งงวดนี้ กินเวลาถึง 4 วันกว่าร่างกายจะฟื้นตัวได้ พอมองย้อนไป ผมเริ่มมีอาการตอนเย็นวันจันทร์(29/06/2552) ซึ่งในวันนั้น ที่บริษัทได้ส่งผมกับเพื่อนอีกคนไปอบรมที่ Software Park ช่วงครึ่งวันเช้า ตอนบ่ายวันนั้นก็ยังหลั่ลล๊ากันตามปกติ แต่พอตกเย็นนี่สิ เริ่มครั่นเนื้อครั่นตัว ร้อนๆหนาวๆ และมารู้ทีหลังว่า เพื่อนผมที่ไปด้วยกันก็ติดหวัดมาเหมือนกัน เล่นเอาเดี้ยงไปหลายวัน ที่นี่ล่ะ หลายๆคนออฟฟิศที่มีคนที่ไม่ค่อยพอใจกับการมาของเชื้อหวัดก็เริ่มผุดขึ้นมา เกริ่นมาซะนาน เข้าเรื่องบ่นกันเลยดีกว่า...
ข้อแรก: เพื่อนคนที่ติดหวัดพร้อมกันแต่... "เหมือนว่าจะหายจากหวัด" ก่อน ที่ใช้คำว่าเหมือนว่าจะหาย ก็คือที่จริงมันก็ยังไม่หายครับ ก็มานั่งเดี้ยงที่ออฟฟิศ คงไม่ต้องพูดถึงปริมาณงานที่ได้ คำถามก็คือ ระหว่างที่พักผ่อนให้เพียงพอให้อาการดีขึ้นอยู่บ้าน กับไปนั่งที่ออฟฟิศโดยที่เชื้อก็มีโอกาสแพร่ไปติดผู้อื่นด้วย อย่างไหนดีกว่ากัน?
ข้อสอง: สืบจากข้อแรก ที่คนสองคนเป็นหวัดพร้อมกันคนนึงมาทำงาน? ได้อีกคนยังนอนซมอยู่บ้าน เริ่มเกิดข้อเปรียบเทียบ เช่น "ทำไมใช้เวลานานจังกว่าจะหาย" "เป็นอะไรกันนักกันหนา ไม่ตายสักหน่อย" "ตัวก็ใหญ่ทำไมหายช้า" อันหลังนี่ตัวผมใหญ่แล้วมันจะทำให้ภูมิต้านทานตัวใหญ่ขึ้นด้วยเหรอครับ? เอาแนวคิดแบบนี้มาจากไหน?
ปล. ที่เป็น 4 วันก็ไม่ได้หยุดรวดนะครับ มีเข้าออฟฟิศไปวันนึง ใส่ผ้าปิดปากแล้วเปิดผ้าออกเฉพาะตอนทานยากับดื่มน้ำ แต่เพื่อนร่วมงานก็เริ่มรู้สึกมึนหัว ผมก็มึนวันนั้นก็ต้องลากลับก่อน
ปล2. สรุปปัญหาเรื่องนี้
- ป่วย แล้วลาพัก
ข้อดี
- ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่
- เชื้อไม่ไปติดคนอื่นๆที่ทำงานร่วมกัน
ข้อเสีย
- ต้องหยุดงาน ทำให้ไม่ได้เป็นพนักงานดีเด่น
![]()
- ป่วย แล้วฝืนไปทำงาน
ข้อดี
- เจ้านายเห็นว่าขยัน ถึงแม้จะแทบไม่ได้งาน
ข้อเสีย
- เชื้อมีโอกาสแพร่สู่ผู้อื่นได้
- ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ
มาถึงตรงนี้ก็ลองชั่งน้ำหนักดูครับ ว่าอันไหนสมควรกว่า
ถ้าใครมีความเห็นอะไรให้เพิ่มเข้าไปให้เอนทรีนี้ โพสไว้ได้เลยนะครับ อยากทราบความเห็นของเพื่อนๆ
ว่าคิดอย่างไรกับกรณีนี้ ขอบคุณครับ
แถมภาพเฮียแกแบบถอดหน้ากาก
เวลา เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนได้มันมาเท่าๆกันหมด ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนจะสามารถนำเวลาที่ได้มาไปใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ บ่อยครั้งที่เราอาจจะคิดว่า เวลาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในแต่ละวัน ซึ่งเหลือจากทำกิจวัตรเรียบร้อยแล้ว ไม่เพียงพอที่จะไปทำกิจกรรมที่เราต้องการทำ เช่น ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม หรือทดลองพัฒนาอะไรใหม่ๆให้กับชีวิต แต่บ่อยครั้งที่เรากลับไม่รู้สึกว่า การนำเวลาที่มีอยู่ ไปทำกิจกรรมบันเทิงต่างๆ เช่น เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง เป็นการนำเวลาที่มีอยู่จำกัดไปใช้ ซึ่งก็ดูเหมือนเป็นการฆ่าเวลาไปวันๆเท่านั้น ในความเห็นของผม การที่ทำกิจกรรมบันเทิงต่างๆ ยังคงจำเป็นต้องมี เพื่อผ่อนคลายบ้าง แต่ นั่นหมายถึงหลังจากที่จัดเวลาในชีวิตให้เหมาะสม เช่น
กิจกรรม-บันเทิง-กิจกรรม-บันเทิง
สลับไปเรื่อยๆ หรือ อาจจะ
กิจกรรม-กิจกรรม-บันเทิง-กิจกรรม
ตามความเหมาะสมกันไป ซึ่งปัจจุบันเหมือนว่าการจัดเวลาในชีวิตของผมจะเป็นเช่นนี้
กิจกรรม-บันเทิง-บันเทิง-บันเทิงๆๆๆ
ดูๆไป... ช่างเป็นการเสียเวลาไปโดยใช่เหตุเหลือเกิน พอมานั่งคิดดูแล้ว เวลาที่เหลือในแต่ละวัน ถึงแม้มันจะน้อย แต่พอรวมๆกันก็มากมายมหาศาล ซึ่งเราสามารถนำไปใช้ทำให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย
ทุกๆครั้งที่เหลือเวลาในแต่ละวัน และเราบอกกับตนเองว่า "เหลือเวลาแค่นี้ ไม่พอทำกิจกรรมที่อยากทำหรอก ผ่อนคลายดีกว่า ใช้เวลาไม่นาน" ซึ่งความเป็นจริง เวลาที่เราใช้ในการผ่อนคลายนั้นอาจจะกินเวลาอย่างมากมายกว่าที่คิดนัก ถ้านำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ก็คงดีไม่น้อย ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เวลามีไม่พออีกต่อไป แต่อยู่ที่ความตั้งใจมีไม่พอมากกว่า หลายๆอย่าง ถ้าเพียงแค่คิดแล้วไม่ยอมลงมือทำ มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมาได้ สู้พยายามทำลงไป ไม่ให้เสียดายเวลาที่ผ่านไปในวันข้างหน้าดีกว่า