2011/Aug/12

      สวัสดีครับ หลังจากไม่ได้อัพเดทมาสองปี - - วันนี้กลับมานำเสนอการดัดแปลงยางลบไฟฟ้าให้แรงสะใจกันดีกว่า ว่าแล้วก็ไปดูกันเลย
 
นี่คือยางลบไฟฟ้าพร้อมใส้ยางลบไว้เติม ซื้อที่ไดโสะ อันละ 60 บาทครับ
 
 
ผมเชื่อว่าร้อยละ 99.99% เมื่อแกะออกมาจะใส่ถ่าน แว่บแรกที่คิดในใจคือ...
...เจอกันแน่ มอเตอร์ดำแดง...
 
ว่าแล้วก็ไปคุ้ยหาเหยื่อที่ใส่มอเตอร์ดำแดงไว้แต่ชาติปางก่อน (10 ปี+)
 
เปิดออกดู โอเคยังจำถูกว่าใส่ดำแดงไปในคันนี้
 
ว่าแล้วก็ลงมือแกะ...
 
จากรูป อาจจะคิดว่าก็แค่ใส่มอเตอร์ลงไปแทนก็ใช้ได้แล้วนี่...
ไม่ครับ มันมีอะไรมากกว่านั้นหน่อยนึง เลยมีช่องให้มาเขียนฮาวทูนี่แล Kiss
 
สังเกตตรงที่วงไว้ครับ จะเห็นว่าขั้วทั้งสองข้างของมอเตอร์มันไม่เหมือนกัน ซึ่งข้างนี้จะช็อตเข้ากับตัวโครงของมอเตอร์เลยUndecided
 
มาดูฝั่งเฮียดำแดงบ้าง ก็เป็นขั้วแบบปกติ
 
ลองวัดความต้านทานดู จะเห็นว่า ไฟฟ้าสามารถวิ่งผ่านจากขั้วไปยังตัวโครงมอเตอร์ได้เลย
 
ซึ่งมอเตอร์ดำแดงของเราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้...Tongue out (จากรูป ค่าที่แสดงเป็นค่าที่บอกว่าไฟฟ้าผ่านไม่ได้นะตัวเธอว์)
 
เราจะใช้ลวดเส้นเล็กๆ หรือในที่นี้ผมใช้ขาของตัวต้านทาน มา แล้วเอาคีมหนีบให้ปลายมันแบนๆหน่อย เพื่อต่อจากขั้วมอเตอร์ออกมา
 
ว่าแล้วก็เอาไปเหน็บตรงขั้วของมอเตอร์ซะ... (ที่หนีบปลายให้มันแบนๆ เพราะว่าเวลาเหน็บ ขั้วจะได้ไม่เผยอขี้นมา เผื่อเอามอเตอร์ไปเล่นอย่างอื่นต่อ เลยไม่บัคกรี แฮ่ๆSurprised)
 
พระเอกของเราอีกอย่างคือเทปอลูมิเนียมครับ
 
จะเห็นว่า ไฟฟ้าสามารถวิ่งผ่านเทปนี้ได้... หึหึ
 
ตัดและกะขนาดให้พอดีกับตัวขั้วและสวิตซ์
 
ว่าแล้วก็ลอกเทปไปแปะซะ... สาเหตุที่ผมไม่ใช้เทปแปะไปถึงขั้วมอเตอร์เพราะไม่อยากให้กาวมันเหนียวเลอะขั้วครับ เผื่อวันหน้าเอามอเตอร์ไปทำอย่างอื่นต่อ จะได้ไม่ต้องนั่งเช็ดถูขั้ว
และที่ผมไม่ใช้ลวดไปรองรับสวิตซ์ตรงกลาง เพราะ ลวดมันหนาครับ ทำให้เวลากดสวิตซ์ลงไปนิดเดียวก็หมุนแล้ว มันลั่นง่าย ถ้าใช้เทป มันจะบางเบาและกระชับ...
 
ว่าแล้วก็ใส่กลับเข้าไป และทดสอบดูว่าใช้งานได้ไหม
 
ปิดฝาก็เป็นอันเรียบร้อย
 
เราก็จะได้ยางลบไฟฟ้าพลังช้างสารมาหนึ่งอัน ปั่นทีขี้ยางลบบานแต่สะใจ อิอิ
 
ปล. จริงจังกับเรื่องเล่นๆ - -
ปล2. ถ่านหมดอย่างไว -*- แต่ถ้าคิดซะว่า เอายางลบออก ใส่ใบพัดก็ได้พัดลมแทนนะเอ้อ
 
ขอบคุณที่อ่านจนจบพร้อบโหลดรูปที่โหดมากครับ โอกาสหน้าพบกันใหม่ สวัสดีครับ
 
_ノ乙(、ン、)_ อา..

2009/Jul/04

หลังจากปล่อยบลอคร้างไปแสนนานก็ได้เวลาปัดฝุ่นกันสักที ต่อไปบลอคนี้คงมีการอัพเดทถี่ขึ้น (จากสถิติเดิม 2 ปี ถ้าอัพเดทเอนทรีละปีก็ยังนับว่าถี่ขึ้นนา) เอาเป็นว่าจะพยายามเข้ามาเขียนและเล่าเรื่องราวต่างๆให้มากขึ้นละกันครับ

 ช่วงเวลานี้ที่เค้าฮิตติดหวัด 2009 กัน ผมดันโดนหางเลขติดหวัดไปกับเค้าด้วย ถึงแม้จะไปตรวจสุขภาพแล้ว ยืนยันว่าไม่ได้เป็น 2009 แต่ใครเจอเราใส่หน้ากากแบบ Optimus Prime ก็ถามเหมือนกันหมด ว่าเป็น 2009 ป่าว ไอ้เราก็ตอบจนเหนื่อยใจ (กรูเป็น 2010 โว้ยนำสมัยป๊ะล่ะ) จนอยากจะเอาเมจิกมาเขียนบนหน้ากากว่า "ไม่ใช่ 2009 ครับ"

ภาพเฮีย Optimus แบบใส่หน้ากากกันหวัด 2009

พอผมเป็นหวัดวงจรชีวิตก็เริ่มใกล้เคียงกับไรน้ำขึ้นมาทันที กินข้าว กินน้ำ กินยา นอน ตื่นมาเข้าห้องน้ำ กินน้ำ นอน แล้วก็วนไปเรื่อยๆ รอจนกว่าร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันขึ้นมาแล้วอาการจะดีขึ้นเอง ซึ่งงวดนี้ กินเวลาถึง 4 วันกว่าร่างกายจะฟื้นตัวได้ พอมองย้อนไป ผมเริ่มมีอาการตอนเย็นวันจันทร์(29/06/2552) ซึ่งในวันนั้น ที่บริษัทได้ส่งผมกับเพื่อนอีกคนไปอบรมที่ Software Park ช่วงครึ่งวันเช้า ตอนบ่ายวันนั้นก็ยังหลั่ลล๊ากันตามปกติ แต่พอตกเย็นนี่สิ เริ่มครั่นเนื้อครั่นตัว ร้อนๆหนาวๆ และมารู้ทีหลังว่า เพื่อนผมที่ไปด้วยกันก็ติดหวัดมาเหมือนกัน เล่นเอาเดี้ยงไปหลายวัน ที่นี่ล่ะ หลายๆคนออฟฟิศที่มีคนที่ไม่ค่อยพอใจกับการมาของเชื้อหวัดก็เริ่มผุดขึ้นมา เกริ่นมาซะนาน เข้าเรื่องบ่นกันเลยดีกว่า...

 

  ข้อแรก: เพื่อนคนที่ติดหวัดพร้อมกันแต่... "เหมือนว่าจะหายจากหวัด" ก่อน ที่ใช้คำว่าเหมือนว่าจะหาย ก็คือที่จริงมันก็ยังไม่หายครับ ก็มานั่งเดี้ยงที่ออฟฟิศ คงไม่ต้องพูดถึงปริมาณงานที่ได้ คำถามก็คือ ระหว่างที่พักผ่อนให้เพียงพอให้อาการดีขึ้นอยู่บ้าน กับไปนั่งที่ออฟฟิศโดยที่เชื้อก็มีโอกาสแพร่ไปติดผู้อื่นด้วย อย่างไหนดีกว่ากัน? 

 ข้อสอง: สืบจากข้อแรก ที่คนสองคนเป็นหวัดพร้อมกันคนนึงมาทำงาน? ได้อีกคนยังนอนซมอยู่บ้าน เริ่มเกิดข้อเปรียบเทียบ เช่น "ทำไมใช้เวลานานจังกว่าจะหาย"  "เป็นอะไรกันนักกันหนา ไม่ตายสักหน่อย" "ตัวก็ใหญ่ทำไมหายช้า" อันหลังนี่ตัวผมใหญ่แล้วมันจะทำให้ภูมิต้านทานตัวใหญ่ขึ้นด้วยเหรอครับ? เอาแนวคิดแบบนี้มาจากไหน?

 ปล. ที่เป็น 4 วันก็ไม่ได้หยุดรวดนะครับ มีเข้าออฟฟิศไปวันนึง ใส่ผ้าปิดปากแล้วเปิดผ้าออกเฉพาะตอนทานยากับดื่มน้ำ แต่เพื่อนร่วมงานก็เริ่มรู้สึกมึนหัว ผมก็มึนวันนั้นก็ต้องลากลับก่อน

ปล2. สรุปปัญหาเรื่องนี้

- ป่วย แล้วลาพัก

ข้อดี

     - ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่

     - เชื้อไม่ไปติดคนอื่นๆที่ทำงานร่วมกัน

ข้อเสีย

     - ต้องหยุดงาน ทำให้ไม่ได้เป็นพนักงานดีเด่น

 

- ป่วย แล้วฝืนไปทำงาน

ข้อดี

     - เจ้านายเห็นว่าขยัน ถึงแม้จะแทบไม่ได้งาน

ข้อเสีย

     - เชื้อมีโอกาสแพร่สู่ผู้อื่นได้

     - ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ

มาถึงตรงนี้ก็ลองชั่งน้ำหนักดูครับ ว่าอันไหนสมควรกว่า

ถ้าใครมีความเห็นอะไรให้เพิ่มเข้าไปให้เอนทรีนี้ โพสไว้ได้เลยนะครับ อยากทราบความเห็นของเพื่อนๆ ว่าคิดอย่างไรกับกรณีนี้ ขอบคุณครับ

 

แถมภาพเฮียแกแบบถอดหน้ากาก

2007/Aug/23

เวลา เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนได้มันมาเท่าๆกันหมด ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนจะสามารถนำเวลาที่ได้มาไปใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ บ่อยครั้งที่เราอาจจะคิดว่า เวลาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในแต่ละวัน ซึ่งเหลือจากทำกิจวัตรเรียบร้อยแล้ว ไม่เพียงพอที่จะไปทำกิจกรรมที่เราต้องการทำ เช่น ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม หรือทดลองพัฒนาอะไรใหม่ๆให้กับชีวิต แต่บ่อยครั้งที่เรากลับไม่รู้สึกว่า การนำเวลาที่มีอยู่ ไปทำกิจกรรมบันเทิงต่างๆ เช่น เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง เป็นการนำเวลาที่มีอยู่จำกัดไปใช้ ซึ่งก็ดูเหมือนเป็นการฆ่าเวลาไปวันๆเท่านั้น ในความเห็นของผม การที่ทำกิจกรรมบันเทิงต่างๆ ยังคงจำเป็นต้องมี เพื่อผ่อนคลายบ้าง แต่ นั่นหมายถึงหลังจากที่จัดเวลาในชีวิตให้เหมาะสม เช่น

กิจกรรม-บันเทิง-กิจกรรม-บันเทิง

สลับไปเรื่อยๆ หรือ อาจจะ

กิจกรรม-กิจกรรม-บันเทิง-กิจกรรม

ตามความเหมาะสมกันไป ซึ่งปัจจุบันเหมือนว่าการจัดเวลาในชีวิตของผมจะเป็นเช่นนี้

กิจกรรม-บันเทิง-บันเทิง-บันเทิงๆๆๆ

ดูๆไป... ช่างเป็นการเสียเวลาไปโดยใช่เหตุเหลือเกิน พอมานั่งคิดดูแล้ว เวลาที่เหลือในแต่ละวัน ถึงแม้มันจะน้อย แต่พอรวมๆกันก็มากมายมหาศาล ซึ่งเราสามารถนำไปใช้ทำให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย

ทุกๆครั้งที่เหลือเวลาในแต่ละวัน และเราบอกกับตนเองว่า "เหลือเวลาแค่นี้ ไม่พอทำกิจกรรมที่อยากทำหรอก ผ่อนคลายดีกว่า ใช้เวลาไม่นาน" ซึ่งความเป็นจริง เวลาที่เราใช้ในการผ่อนคลายนั้นอาจจะกินเวลาอย่างมากมายกว่าที่คิดนัก ถ้านำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ก็คงดีไม่น้อย ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เวลามีไม่พออีกต่อไป แต่อยู่ที่ความตั้งใจมีไม่พอมากกว่า หลายๆอย่าง ถ้าเพียงแค่คิดแล้วไม่ยอมลงมือทำ มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมาได้ สู้พยายามทำลงไป ไม่ให้เสียดายเวลาที่ผ่านไปในวันข้างหน้าดีกว่า